| Profilo di Kampanat人生はつらいよ。‐‐ไม่ค่อยว่างอัพ...FotoBlogElenchi | Guida |
|
07 giugno งาน เงิน สังคมนิยม ความโสมมของโลก...ทำงานครบปีนึงแล้วครับ...
ได้เรียนรู้อะไรเยอะเลยเชียว (ยกเว้นการแปลล่ามเช่นเดิม ตูยังเกลียดไม่เสื่อมคลาย)
ตั้งแต่งานตรวจระบบบัญชีที่ไม่เคยได้เรียนรู้มาก่อนก็พอรู้อะไรขึ้นบ้าง
ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างนอกจากเรื่องงานจากคนในที่ทำงานด้วยกัน
ปีนี้ได้รับผิดชอบโปรเจ็คใหญ่อีกชิ้นนึงคือ วางระบบ Inventory กับระบบการขายให้ได้
วิเคราะห์จุดเสี่ยงของงานทั้งสองระบบให้ได้ว่าจุดไหนอาจเกิดการรั่วไหลได้ง่าย
แล้วเราจะป้องกันอย่างไร ซึ่งดูแล้วก็น่าสนุก ท้าทายไปอีกแบบ
หวังว่าคงจะรอดนะ ไอ้กั๊ม
ช่วงนี้เสียงบ่นที่ได้ยินเข้ามามากก็คงไม่พ้นเรื่องของเศรษฐกิจ เงินเดือน และการเปลี่ยนงาน
ถามว่าคนสมัยนี้เปลี่ยนงานกันง่ายมั้ยก็คงใช่
แล้วปัจจัยอะไรล่ะที่เป็นสาเหตุให้คนตัดสินใจเปลี่ยนงาน คำตอบหนึ่งก็คืออยากได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นอีก นึกแล้วก็คงโทษใครไม่ได้ทั้งบริษัทและตัวพนักงาน...
ทำไมน่ะหรอ
ก็เพราะระบบทุนนิยมฟุ้งเฟ้อที่กระจายไปทั่วโลกนั่นแหละ
บริษัทต่างๆ พยายามสร้างอุปสงค์เทียมขึ้นมาเพื่อกระตุ้นการบริโภคของคนอันจะนำมาซึ่งรายได้ของบริษัทตนเอง
แต่ในขณะเดียวกันพนักงานในบริษัทของตนก็ถูกกระตุ้นให้ใช้จ่ายเงินเพื่อสินค้าของบริษัทอื่นอีก ฟังอย่างนี้พอจะจินตนาการกันออกเนอะว่ามันทำให้เกิดวงจรอุบาทว์ขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ถามว่าเงินเดือนตัวเองตอนนี้พอใจมั้ย ตอบได้ว่าพอใจแต่ไม่พอใช้เผื่ออนาคต แต่ละเดือนผมมีเงินเหลือเก็บ แต่มันก็ไม่พอให้ซื้อบ้านได้ง่ายๆ ซักที
ราคาบ้านแม่งมีแต่ขึ้นเอาๆ เห็นป้ายโฆษณาบ้านแล้วก็ได้แต่นั่งปลงว่าเมื่อไหร่กูจะมีปัญญาซื้อบ้านกับเค้ามั่ง
ราคาที่สูงเพราะถูกปั่นราคาอย่างใช่เหตุ จนบางครั้งทำให้ผมอดรู้สึกแอนตี้พวกที่เห็นบ้านคนเป็นของเล่นไม่ได้
เพราะพวกคุณเนี่ยแหละที่ทำให้คนจนๆ ต้องตายลงเพราะความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่พวกคุณได้สร้างขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ทุกวันนี้ราคาบ้านที่ประกาศตามป้ายเห็นแล้วยังกับขายได้ง่ายๆ
(อ่านกระทู้เรื่องนี้ในเว็บพันทิพย์แล้วรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของคนระดับเดียวกันเลย)
อยากได้บ้านเดี่ยวหลังเล็กๆ ก็รู้สึกเลือดตาแทบกระเด็นแล้ว
ลำพังเงินเดือนผมตอนนี้กู้ 30 ปี ยังได้วงเงินไม่ถึง 2 ล้านเลย
แล้วเบิ่งราคาบ้านเดี่ยวในตอนนี้สิ...
ผมคงได้แต่กางเต็นท์นอนมั้ง
นโยบายลดหย่อนภาษีสำหรับคนซื้อบ้านใหม่ของรัฐบาลก็ไม่ได้ช่วยอะไร
แถมช่วงที่ประกาศนโยบายก็ประกาศราคาที่ดินขึ้นอีก... แล้วมันจะมีประโยชน์อันใด
เพราะราคาบ้านมันก็ขยับปรับตัวขึ้นตามได้ง่ายๆ
แถมการสร้างบ้านสมัยนี้ก็แย่ ผู้รับเหมาดีๆ หายากยิ่งกว่าการหาเกล็ดหิมะที่ตกในกรุงเทพฯ ซะอีก
ส่วนพวกทำหมู่บ้านจัดสรรบางรายก็ยังคงสนใจแต่ประโยชน์ตัวเอง
กำไรมากๆ โอนแล้วก็หมดหน้าที่ ไม่มาสนใจลูกบ้านกันก็เยอะ
ใครคิดจะซื้อบ้านตระกูล "หน่วย สิบ ร้อย พัน หมื่น...xxxริ" ระวังให้ดี
ทำยังกับบ้านราคาสิบบาทยี่สิบบาท
อ่านกระทู้ในพันทิพย์แล้วก็ได้แต่ปลงกับลูกบ้านที่เจอคนเอารัดเอาเปรียบกันแบบนี้
อนาถแท้สังคมไทย
อนาถแท้ระบบทุนนิยม
อนาถแท้ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย
ขออนุญาตยืนไว้อาลัยให้สังคมทุนนิยม
ปล. ข่าวเดวิด คาราดีนตอนนี้ดังมาก
ล่าสุดญาติเค้าฟ้องสื่อไทยแล้วนะว่าเอาภาพศพมาเสนอออกสื่อได้อย่างไร
เมื่อไหร่สื่อไทยจะรู้สึกให้เกียรติชาวบ้านมั่งครับ
หลายครั้งเอารูปความรุนแรงมาแพร่ภาพให้ญาติผู้ตายเค้าเห็นแล้วสะเทือนใจ
ไม่ก็เห็นออกข่าวแต่ละที นาย...บ้านอยู่ที่...
มึงจะบอกที่อยู่ทำเชี่ยอะไร
รังแต่จะทำให้ญาติเค้าอับอายเปล่าๆ
09 marzo ถึงคราวย้ายหออ่ะ ย้ายมาหอใหม่เรียบร้อยแล้วครับ หอถูกกว่าเก่าตกเดือนละ 800 เก่ากว่าหอเดิมแต่หลายอย่างดีกว่ามาก ช่องเคเบิ้ลเพียบ ดูกันตาเหลือกเลย ทีวีญี่ปุ่น เกาหลี จีน ฝรั่งเศส ลาว ฯลฯ ควรค่าแก่ชาวอักษรจริงๆ นอกจากนี้ยังมีทีวีช่องของชาวเสื้อเหลือง ช่องของชาวเสื้อแดงให้ชมทั้งสองฟากฝั่ง เลยกลายเป็นว่าทีวีของเสื้อแดงแทบกลายเป็นช่องทีวีโปรดไปในบัดดล... ทำไมหรอ... ตลกอ่ะครับ ดูยังไงก็ตลก มีประเด็นให้ขำทั้งวัน ตลกยิ่งกว่าอะไรที่เคยดูอีก ดูไปเพลินๆ คนไม่รู้เรื่องการเมืองไทยแล้วมาดูคงนึกว่าผู้ชายหน้าเหลี่ยมๆ คนนั้นเป็นเทพเจ้าของคนไทยไปซะได้ เพราะแทบจะทุกนาทีจะต้องมีภาพของชายคนนั้นโผล่มาให้เห็น มีชาวบ้านห้อมล้อมรอเศษเงินกระเด็นมาโดนตัว... พอก่อนดีกว่าเดี๋ยวจะโดนแบน อินเตอร์เน็ตก็เร็วกว่าเป็นไหนๆ เจ้าขอหอก็คุยกันสนิทใจกว่า กูจะได้เซฟเงินไปเป็นกองทุนซื้อบ้านใหม่กะซื้อเฟอร์เข้าบ้านปัจจุบันซักที จะว่าไปชีวิตทำงานของผู้ใหญ่มันลำบากกว่าตอนเด็กๆ นะ วันๆ ต้องมานั่งคิดว่าจะทำไงกับอนาคตดี กูจะต้องเก็บเงินสร้างรากฐานชีวิตอย่างไรดี ยิ่งเป็นผู้ชายที่จะต้องเป็นเสาหลักของครอบครัวในอนาคตยิ่งต้องคิดใหญ่ วันก่อนนั่งคุยกับไอ้ป๊อปเพื่อนสมัยมัธยมมา มันพูดมาซะแทงใจเลย "ตั้งแต่กูเรียนจบมา กูไม่เคยจะได้คิดเลยว่า 'เอ...วันนี้กูจะเล่นอะไรดีนะ' เพราะมันมีแต่เรื่องชีวิตให้คิดมากกว่า" ฟังแล้วก็จริง... แต่...ความคิดแบบนี้มันคงไม่มีมั้งในหัวของลูกเศรษฐีหรือพวกทำงานสบายๆ แต่ได้เงินง่ายๆ และชีวิตไม่คิดจะทำอะไรอีก... พอแค่นี้ก่อนดีกว่า จะไปดูทีวีเสื้อแดงต่อ คลายเครียดได้ผลดีเยี่ยมจริงๆ ถ้ามีเงินช่วยกันไปอุดหนุนจานของทีวีเสื้อแดงหน่อยนะครับ เพราะตอนนี้เงินทุนมันหดหายไปเยอะ อิอิ 30 giugno ชีวิตวัยรุ่นหายไปอีกครั้งเริ่มงานแล้วครับ ญาติพี่น้องทั้งหลาย ทำมาเกือบเดือนแล้วแหละ
อยู่โรงงานในอยุธยาครับ ตำแหน่งอะไร ไม่รู้ว่ะ ทุกวันนี้ยังสับสนกับตัวเองอยู่
แต่ที่แน่ๆ ยืนยันอีกครั้งว่า
ไม่ทำล่ามครับ จะหาว่ากูเลือกงานก็ไม่สน
เพราะมันไม่ใช่ และไม่เหมาะเป็นอย่างมาก
งานที่จับอยู่ตอนนี้ คือ
1. การตรวจสอบทุจริตในองค์กร เนื่องจากเป็นกฎหมายใหม่ของญี่ปุ่น ธุรกิจสัญชาติญี่ปุ่นหลายแห่งเลยต้องเริ่มงานตัวนี้กัน
หลายคนคงซุบซิบว่า เหมาะกับมึงชิบเป๋งเลย ไอ้กั๊ม
2. การสร้างธรรมาภิบาลให้บริษัท ให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ ฯลฯ หลายคนอ่านแล้วคงงงว่ามึงเป็นข้าราชการรึไง
และ 3. พรบ. คุ้มครองแรงงาน ฉบับใหม่ 2551
น่าสนุกเชียวแต่ละงานเนี่ย
ทุกอย่างยังลงตัวครับ ไม่มีแววว่ากูจะออกจากงานในอนาคตอันใกล้นี้แต่อย่างใด
และก็ยังไม่อยากออกให้เสียชื่อคนเรียนภาษาญี่ปุ่นที่ถูกตราหน้าไว้ว่าเป็นเอกที่เปลี่ยนงานบ่อยที่สุดในประเทศ เลือกมากกกก ทำงานไม่ค่อยทน ฯลฯ
จนบางคนหลงคิดไปเลยว่า อาจารย์พวกแกสอนมาหรอว่าให้เปลี่ยนงานได้เลยถ้าอยากเปลี่ยน เปลี่ยนอัพเงินเดือนง่ายๆ ออกแล้วหางานใหม่ง่ายเพราะงานเยอะ ฯลฯ เสื่อมเสียไปถึงอาจารย์กันเลยทีเดียว
เพียงแต่...
หออยุธยาแพงมากครับ แพงจนตูดฉีกเลือดสาดกันเลยทีเดียว
รวมแล้วประมาณ 25% ของเงินเดือนก็ว่าได้
แพงมากกกกกกกกกกกกกก
เทียบสัดส่วนกับหอที่ญี่ปุ่นกับเงินเดือนของคนที่นั่นแล้วพอๆ กันเลย
ที่นั่นเงินเดือนประมาณ 200,000 เยน ค่าที่อยู่ก็ล่อไปแล้วประมาณ 50,000 เยน
พูดถึงหอแล้วอยากด่าป้าคนนึงให้ฟัง
ตอนหาหอเราก็เดินสำรวจราคาไปเรื่อยๆ แหละ เพราะหอบางที่มันไม่ลงในเน็ต ต้องไปถามเอง
ถึงหอของยัยป้านี้ปุ๊บ
"ป้าครับ ขอถามราคาหน่อยน่ะครับ"
"ก็เดือนละ.....บาท"
เราก็หยิบสมุดมาจด
"แล้วค่าน้ำไฟล่ะครับ"
"มาถามแบบนี้ไม่อยากบอกเลย มาถามทีไรไม่เคยเห็นมาอยู่เลยซักคน
ส่วนใหญ่ที่อยู่เนี่ยก็ประมาณว่าแนะนำกันเข้ามาแล้วก็มาอยู่เลย มาถามแบบเนี่ย ไม่อยากบอก เหนื่อยแล้ว"
"....."
งงกับความคิดควายๆ แบบนี้จริงๆ
มีแต่เค้าจะโปรโมทหาแขก นี่มาไล่แขกซะงั้น กูไปหอไหนมีแต่คนพาขึ้นไปดูห้อง
ใช้วาจาอ่อนหวานหว่านล้อมโฆษณา ส่วนอีป้าคนนี้...
ป้าไม่อยากพูดก็เขียนแปะไว้เลยก็ได้ กูอ่านเป็น
นี่ถ้าวันใด หอป้าเกิดโรคระบาดตายห่าทั้งหอ ป้าจะหาลูกค้าใหม่ยังไง หวังว่าป้าคงไม่จุดธูปเรียกวิญญาณผีหอป้าขึ้นมา
แล้วให้ไปเข้าฝันบอกคนรู้จักให้มาอยู่หอป้าหรอกนะ
ป้าลืมคิดไปอีกอย่างรึเปล่าว่าธุรกิจแบบเนี่ยมันมีความเสี่ยงอย่างหนึ่งคือ คนคนเดียว ใช้สินค้านั้นได้ชิ้นเดียว อย่างมากก็ไม่เกินสามชิ้นหรอก
เพราะคงไม่มีใครบ้าที่จะวันจันทร์อยู่หอนึง อังคารอยู่อีกหอนึง...หรอก ธุรกิจแบบนี้มันเสี่ยงแบบเดียวกับธุรกิจบริษัทรีครูทนั่นแหละ
ในเมื่อลูกค้าคนนึงจะซื้อสินค้าเราได้แค่ชิ้นเดียวก็ต้องรู้จักหากลยุทธแล้ว ของเราต้องดีที่สุดเท่านั้น เขาจึงเลือกเรา นี่อะไรกัน
ขนาดกูไม่ได้เรียนการตลาดกูยังรู้เลย
ห่าเหอะ 02 maggio ปฏิบัติการค้นฟ้าคว้างานเหนื่อยใจกับการหางานจริงๆ กลับมาก็ดันเป็นช่วงหยุดยาวสงกรานต์
เปิดทำงานได้ไม่นานก็หยุดวันแรงงานกับวันฉัตรอีก
ไม่ว่าจะทำอะไรกระบวนการต่างๆ ก็ดูจะช้าไปเสียหมด เด็กจบใหม่ก็ได้งานกันแล้ว
เหลือผม...
คนที่คอมเสียหลังจากกลับมาได้ไม่นาน (รวมแล้วไม่มีคอมใช้ 2-3 สัปดาห์เลยเชียว)
คนที่แถวบ้านดันมีแต่ร้านเน็ตเกมแต่ไม่มีร้านที่มีโปรแกรม MS Office!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
(สะท้อนภาพให้เห็นว่าสังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้แค่ไหน
นึกๆ แล้วอยากเข้าไปด่าเจ้าของร้านกับพวกที่นั่งเล่นเกมนั่นจริงๆ
ว่าเกมมันช่วยพัฒนาชาติบ้านเมืองตรงไหน
ช่วยให้พ่อแม่คนเล่นมีชีวิตที่สุขสบายขึ้นมั้ย
หรือช่วยให้คนเล่นมีอาหารกินประทังชีวิตขึ้นมั้ย)
ส่วนงานที่ผ่านเข้ามาในสายตาไม่พ้น ล่าม ล่าม แล้วก็ล่าม
ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็มีแต่ล่าม
ผมตั้งเป้าหมายแต่แรกแล้วว่าผมจะไม่ทำล่ามเด็ดขาด ผมมีงานที่ผมอยากทำมากที่สุด
ใช่แล้วผมเกิดมาเพื่อเป็น HR ที่ได้ใช้ภาษาญี่ปุ่นในการทำงานด้วย
แต่งาน HR ที่ได้ใช้ภาษาญี่ปุ่นเนี่ยมักจะมีเงื่อนไขคือ
- ประสบการณ์ทำงาน 3 ปีขึ้นไป (ระดับที่เปิดรับก็คือผู้จัดการ! ราวกับว่างาน HR ที่ได้ใช้ภาษาญี่ปุ่นนั้นมีเพื่อคนระดับผู้จัดการเท่านั้น)
- เพศหญิง เพราะงานส่วนใหญ่ต้องการความละเอียด
- แล้วก็เงื่อนไขอื่นๆ อีกตามแต่ฟ้าจะประทาน
หลังจากที่สัมภาษณ์งานที่ต่างๆ ในตำแหน่งล่าม ผมยิ่งรู้ตัวว่า ผมไม่ได้เกิดมาเพื่อทำงานนี้
งานที่เงินเยอะ และไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมาก
งานที่ไม่ต้องออกความคิดเห็น
งานที่เลิกง่ายเมื่อเบื่อ หาใหม่ง่ายเมื่อจะหา
งานที่เงินเดือนพอสร้างตัวสร้างบ้าน ซื้อรถได้สบายๆ
แต่มันก็เป็นงานที่ไม่ต่างกับหุ่นยนต์ รับฟังอะไรมาก็แปลไปตามนั้น
งานที่ขาดความก้าวหน้า
งานที่เงินดี แต่พอเบื่องานล่ามก็ไม่กล้าลงไปทำงานตำแหน่งอื่น เพราะยึดติดกับเงินเดือน
ไม่ใช่ล่ามเป็นอาชีพที่ไม่ดี ไม่สนุก แต่ผมไม่มีความสุขที่จะทำมัน
เชื่อมั้ยว่าผมเป็นคนแรกที่อาสาลองเป็นล่ามคนแรกตอนที่เรียนวิชาล่าม
เชื่อมั้ยว่าผมคิดว่างานล่ามก็สนุกไปอีกแบบ
แต่ มันไม่ใช่ผม
แต่เมื่อปากท้องเราต้องมาก่อน ไม่แน่ถ้าผมหา HR ที่ใช้ภาษาญี่ปุ่นไม่ได้จริงๆ
ผมก็คงต้องเป็นล่ามซักวัน
แต่ที่แน่ๆ ยังไม่ใช่ตอนนี้
23 aprile กลับสู่มาตุภูมิกลับมาแล้วครับท่านทั้งหลายที่เคารพ
อย่าเพิ่งงงว่าทำไมมันถึงเพิ่งอัพทั้งที่กลับมาจะล่อเป็นเดือนแล้ว
คอมเจ๊งฮะ ถึงปุ๊บไม่กี่วันก็เจ๊งทันที หลังจากนั้นก็เข้าศูนย์ แล้วมันก็หยุดสงกรานต์ยาวววววว วันเสาร์ก็ไม่เปิดอีก
ทำงานกันสบายจังเนอะ บริษัทนี้เนี่ย มีอยู่ทีนึง โทรไปหามันเรื่องซ่อมเนี่ยแหละ ตอนมันใกล้จะปิดแล้ว
มันคุยๆ อยู่ แล้วก็บอกว่าให้ไปคุยกับอีกคนนึง จะโอนสายให้ รอจนสายหลุด โทรเข้าหามันใหม่มันไม่รับแล้ว
ไอ้หอก พ่อมึง มึงจะทำงานเกินเวลาซักห้านาทีนี่จะตายมั้ย ขอกูด่าหน่อยเหอะ
แม่ง ไม่รู้เหมือนกันที่มันบอกว่าให้คุยกับอีกคนนึงเนี่ย เพื่อที่มันจะตัดสายเรารึเปล่าก็ไม่รู้
แล้วพอมันเสนอราคามานะ แพงเชี่ยๆ ตกลงว่าฮาร์ดดิสก์เสีย มันเสนอราคามาประมาณ 6500 ฮาร์ดดิสก์ 40 กิ๊ก
กูทุบเครื่องเล่นแล้วเอาไปให้ข้างนอกซ่อมยังจะถูกกว่าที่มึงเสนอมาอีก
พอ พอ กลับเข้าเมืองพุทธต้องสงบเสงี่ยม...
อัพเดทข่าวหน่อย
เรื่องที่ซุกหัวนอน อยู่บ้านใหม่แล้วครับ ไม่มีผีห่าซาตานที่ไหนมารังควาญอีก
เรื่องขา หลังจากที่ขาเจ็บเพราะล้มจากสกี ตอนนี้เดินได้ตามปกติแล้ว
เรื่องงาน หาอยู่ หายากจริงเว้ย งานที่ไม่ใช่ล่ามเนี่ย
เรื่องดวง ได้ข่าวว่าปีนี้ดวงไม่ค่อยดี ตอนขากลับบนเครื่องเนี่ย ได้ประสบการณ์เสียวชวนสยองมาด้วย นั่งๆ อยู่ก็รู้สึกว่าไหงมันตกหลุดอากาศบ่อยจังวะ?
ปกติไม่เคยตกเป็นนาทีๆ เลยนี่หว่า หลังจากที่คิดได้ไม่นาน เครื่องมันฮวบลงไปเลยอ่ะ บางคนกรี๊ดด้วย เอาดิ ยังดีที่ฮวบทีเดียว หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น รอดไป
เรื่องเงิน ตอนนี้ไม่มีฮะ เงินยังแลกไม่ได้ เรททุเรศมาก
เรื่องเที่ยว ยังเที่ยวญี่ปุ่นไม่คุ้มเลยหว่า อย่าให้กูมีโอกาสไปอีกนะ กูจะเที่ยวอีกประมาณ 18 จาก 47 จังหวัดที่เหลือให้หมดเลย
วันนี้พอแค่นี้แล้วกัน เหนื่อย 19 febbraio ประกาศครั้งใหญ่กราบเรียนเพื่อนๆ ทุกท่าน ช่วงนี้ไม่ว่างเลยอ่ะ เลยไม่ค่อยได้อัพสเปซ (เพราะเที่ยว แรด
หางาน วางแผนชีวิต ฯลฯ)
เรื่องที่จะประกาศคือ เราตัดสินใจกลับประเทศนะ
วันที่เลือกไว้คือสิ้นเดือนมีนานี้แหละ กี่โมงยังไม่รู้
แล้วทำไมเราถึงกลับล่ะ เล่าแล้วยาวว่ะ
เหตุผลหลักคือ เราสอบเข้าโทไม่ผ่าน ซึ่งทุนเราเนี่ย มันเปลี่ยนมหาลัยไม่ได้ ผลคือมี
โอกาสสอบแค่ครั้งเดียว ถ้าจะย้าย ม. ต้องเรียนด้วยเงินตัวเอง
แต่...หลังจากที่นั่งวิเคราะห์ตัวเองอยู่พักนึงว่าจะสอบที่ไหนต่อ หรือเอายังไงต่อดี
ตอนนั้นเราวางไว้ 3 ทางคือ
- กูจะอยู่ต่อ เก็บเงินเรียนเอง สอบเข้าให้ได้ (ไม่ได้อยากเรียนไรมากมายเลย แต่อยากอยู่ต่อ
เพราะเรายังชอบที่นี่ในหลายเรื่อง) หรือ
- พอกันทีกับการเรียนที่นี่ ออกไปหางานที่นี่ดีกว่า (เพราะอยากหาประสบการณ์ หาเงินส่งให้
แม่) หรือ
- กลับประเทศให้สิ้นเรื่อง (กลับไปหาแม่ จัดการเรื่องบ้านใหม่)
สุดท้ายเราเลือกการหางาน
ชีวิตที่ฉุกละหุกกับการหางานที่เรื่องมากที่สุดในโลกของประเทศนี้ก็เริ่มขึ้น
ทุกวันมันกลายเป็นนรกทันที เพราะการหางานที่นี่ต่างกับประเทศไทยเหลือเกิน
วันๆ นึง เปิดเว็บหางาน ไปศูนย์จัดหางานสำหรับชาวต่างประเทศ ไปงานจ็อบแฟร์ นั่งเขียน
เรซูเม่หรือ 履歴書
ตัววุ่นวายยุ่งยากตกไปอยู่ที่ไอ้กระดาษที่เรียกว่าเรซูเม่หรือ 履歴書 เนี่ยแหละ เพราะที่นี่
ต้องเขียนด้วยลายมือตัวเองเท่านั้น (ห้ามพิมพ์หรือปริ๊นท์ เพราะเค้าจะดูลายมือแล้วเอา
ไปตัดสินด้วยว่าเราเป็นคนยังไง!!!) แล้วก็ห้ามใช้ลิขวิดอีก ตอนแรกผิดตัวเดียว เขียนใหม่ก็
ได้วะ แต่หลังๆ มันไม่ไหว เราเขียนจนถึงดึก ตีสองตีสาม นิ้วก็เริ่มเจ็บจนเขียนไม่ไหว
ตอนหลังเลยเอาเป็นว่านิดหน่อยช่างมัน ผิดมากค่อยเขียนใหม่
นั่นคือความยุ่งยากข้อแรก
ต่อมาคือ ต้องเขียน PR ตัวเอง ซึ่งแต่ละที่เนี่ย เค้าก็ต้องการคนต่างกันใช่มั้ย
เนื้อหาข้างในเลยต้องเขียนให้สอดคล้องกับงานอีก แล้วยังต้องเขียนด้วยว่าทำไมเราถึงสน
ใจบริษัทนั้น
ผลคือ วันๆ เปิดเน็ตเข้าเว็บบริษัทที่จะสมัคร นั่งเขียนเรียงความให้บริษัทต่างๆ
ความยุ่งยากอีกข้อ บางบริษัทของที่นี่เค้าสอบข้อเขียนด้วย
ข้อสอบก็จะได้แก่ ข้อสอบความเหมาะสมกับงาน (SPI) อันนั้นง่ายๆ เหมือนเมืองไทย
ที่เค้าถามว่า "เคยโกหกมั้ย" ""หงุดหงิดกับงานบ่อยมั้ย" ฯลฯ
ข้อสอบต่อมาคือความรู้ทั่วไป (เหมือนข้อสอบเอ็นท์ หลายๆ หัวข้อ เช่น ภาษาญี่ปุ่น (คันจิ
ที่คนมักเขียนผิด ให้อ่านคันจิแปลกๆ สำนวน คำพังเพย ฯลฯ
ภาษาอังกฤษ เศรษฐศาสตร์ สังคม การเมือง ข่าวทั่วไป ประวัติศาสตร์ เลข ฯลฯ ทุกวิชาที่มัน
จะสรรหามา)
ข้อสอบเหตุการณ์ปัจจุบัน มันจะเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรอบปีมาถาม รวมทั้งข่าวต่างประเทศ
ด้วย (ปีที่แล้วมีถามเรื่องปฏิวัติที่ไทยด้วย เอาเข้าไป)
แล้วที่น่ารำคาญที่สุดคือ ที่นี่ชอบถามตัวเลข พ.ศ. ค.ศ. ประมาณว่าข้อสอบประวัติศาสตร์
ราชวงศ์เช็งรบกับราชวงศ์ซ้องปีที่เท่าไหร่
สุดท้ายเราเลย...เลือกไปบริษัทที่มีแต่สัมภาษณ์ดีกว่า
ความน่ารำคาญอีกเรื่องคือ จ็อบแฟร์ ไม่เหมือนเมืองไทยซักนิดเลย เมืองไทยเค้าไปเดินดูงาน
เขียนใบสมัคร แล้วค่อยนัดสัมภาษณ์ทีหลังแต่ที่นี่ ต้องไปนั่งฟังเค้าอธิบาย โฆษณาบริษัทจน
จบ (ประมาณครึ่งชั่วโมง) แล้วสัมภาษณ์เลยครับ ปกติการสัมภาษณ์งานเนี่ย วันละ 2 ที่ก็พอ
แล้ว เพราะเราต้องเตรียมตัวสัมภาษณ์ เตรียมคำตอบให้ดีให้เข้ากับบริษัทที่ไป แต่ที่นี่งานจ็อบ
แฟร์เข้าสัมภาษณ์ประมาณ 5 ที่!!!
เอาเข้าไป
ไปจ็อบแฟร์ทีนึงกูอยากจะวางเพลิงเผาฮอลประชุมให้วายวอด
สุดท้ายเราได้งานที่นึงคือ บริษัทรถมอร์ไซค์เล็กๆ แห่งหนึ่ง ทำทุกอย่างในบริษัทรวมทั้งซ่อม
มอร์ไซค์ด้วย เราไม่กลัว ไม่เกี่ยงว่างานจะหนัก แต่แม่เราถามว่าจะทำจริงหรอ เป้าหมายของ
เราที่จริงคืออะไร ปรึกษาเพื่อนๆ คนรู้จักก็มีทั้งสนับสนุนให้ลอง มีทั้งไม่ให้อยากทำ
ตัดสินใจอยู่นาน จนสุดท้าย ไม่ทำดีกว่า แล้วบริษัทนั้นก็มีคนที่จะทำแทนเราอยู่ด้วย
สุดท้าย กลับประเทศดีที่สุด
เราอยากอยู่ที่นี่ต่อเพราะเริ่มชอบธรรมชาติที่นี่ในฤดูต่างๆ
(แต่อยู่ครบรอบปีแล้ว ทุกอย่างได้เห็นซากุระ โคโย หิมะ (โดยเฉพาะหิมะที่หอ) มันครบแล้ว
แล้วเราก็เริ่มเบื่อญี่ปุ่น คิดถึงเมืองไทย)
อยากอยู่เที่ยวที่นี่ (แต่ตอนนี้ฟูจิก็ปีนถึงยอดแล้ว 20 ใน 47 จังหวัดของญี่ปุ่นก็ไปมาแล้ว
จะไปคิวชูอีก 4 จังหวัด ไปชิโกะกุอีกเพื่อให้ได้เหยียบเกาะหลักของญี่ปุ่นครบทั้งหมด)
อยากอยู่ที่นี่เพราะการเดินทางไปไหนมาไหนมันสะดวก (แต่หลังจากที่ไปโอกินาว่ากับ
โฮะขุริขุ (北陸)ก็เริ่มรู้ว่าญี่ปุ่นมันไม่ได้เดินทางสะดวกทั้งประเทศอย่างโตเกียว คันไซ
ซัปโปโร่ คิวชูตะวันตก เรียกว่ารถไฟฟ้าก็จริง แต่ต่างจังหวัดก็เดินทางลำบาก รถนานๆ
มาที ระยะห่างของแต่ละสถานีก็นั่งเป็นสิบนาทีก็มี ไม่ต่างจากไทย)
อยากอยู่ที่นี่ อยากให้แม่อยู่ที่นี่ด้วย แล้วแฟนผมก็ยังอยู่ที่นี่ (แต่ไม่มีใครอยากอยู่ที่นี่
ด้วยเลย แล้วผมจะอยู่ที่นี่ไปเพื่ออะไรต่อ เพราะคนที่อยากอยู่ด้วยเค้าไม่อยากอยู่)
สุดท้าย กลับประเทศดีที่สุด
กลับไปหาแม่ จัดการเรื่องบ้านใหม่ กลับไปรอแฟนอีก 6 เดือน
ไม่แน่เราอาจจะสอบมงใหม่เล่นๆ ทีหลัง มา (เรียน) เอาเงินใหม่
แต่ตอนนี้ กลับประเทศดีที่สุด
04 ottobre ญี่ปุ่น เวลา ชีวิตประมาณเที่ยงคืนของวันที่ 4 ตุลาปีที่แล้ว
ผมและแม่ยังคงวุ่นวายกับการเก็บของสัมภาระที่จะขนมายังญี่ปุ่น
การเดินทางที่มีความหมายมากกว่าการเดินทางทั่วไป
เพราะมันหมายถึงการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่คาดหวังว่าจะดีกว่าเก่า
หนึ่งปีผ่านไปแล้วสินะ มันเร็วราวกับว่าเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเดือนที่แล้วเอง
มีคนเข้ามาในชีวิตผมเรื่อยๆ
แล้วหลายๆ คนก็จากไป กลับประเทศตัวเอง
คิดๆ แล้วน่าใจหายนะ
ส่วนผมน่ะหรอ
ญี่ปุ่น...กำลังสอนผมบางอย่าง แล้วผมก็ (อาจจะ) กำลังเปลี่ยนไป
ผมเริ่มใส่ใจกับธรรมชาติมากขึ้น จนทำให้ผมรู้สึกว่า มนุษย์นี่แหละ ขยะสังคม
ผมเริ่มเซ็งกับคนมักง่าย คนที่คิดว่าพ่อกูใหญ่ คนขับรถที่คิดว่าบนถนน รถใหญ่ที่สุด
ผมเริ่มเซ็งกับกระบวนการยุติธรรมของไทย ตำรวจไทย
ผมเริ่มเซ็งกับสังคมไทยที่ไม่ให้ความสำคัญกับคนพิการเลยแม้แต่น้อย
ผมเริ่มเซ็งกับสื่อไทยที่ยังมัวมุ่งแต่เรื่องของข่าวดาราบ้าๆ บอๆ กับละครน้ำเน่า
ผมเริ่มเซ็งกับการทำงานสไตล์ไทยๆ ที่มัวแต่คิดว่า "ไม่เป็นไร" เมื่อเกิดข้อผิดพลาด
แต่
ผมก็เริ่มเซ็งกับสังคมญี่ปุ่นเรื่องบุหรี่
ผมเริ่มเซ็งกับคนต่างชาติที่ชอบอ้างคำว่า "เสรีภาพ" จนไม่คิดถึงการเกรงใจผู้อื่น
ผมเริ่มเซ็งกับคนต่างชาติหลายๆ คนที่ไม่รู้จักคำว่า "เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่"
ผมเริ่มคิดถึงเมืองไทย
ผมเริ่มรู้สึกว่า ที่จริงแล้วผมยังเป็นแค่คนโง่ๆ คนหนึ่งที่ยังอ่อนต่อโลก
ผมเริ่มรู้สึกว่า ผมอยู่คนเดียวไม่ได้ ผมต้องการคนที่เข้าใจผม
ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ผมไม่ต้องการอะไรอย่างนี้เลย
ผมเริ่มรู้สึกว่า ผมกลายเป็นบัณฑิตที่ยังไม่ควรจะจบออกมาพร้อมเกียรตินิยมอันดับ 1
ภาษาญี่ปุ่นผมไม่ได้พัฒนา สนทนาทั่วไปเอาตัวรอดไปวันๆ
ผมยังไม่มีเวลาพอที่จะไปทบทวนไวยากรณ์ คำศัพท์ ฯลฯ เลยด้วยซ้ำ
เวลาหลักๆ ของผม หมดไปกับ งานพิเศษ การเตรียมสอบและการพักผ่อน
ภาษาอังกฤษ......ยิ่งแล้วใหญ่
สิ่งเดียวที่เป็นเหมือนหน้าที่ผมตอนนี้ คือ
ผมต้องชินกับการเรียนรัฐศาสตร์ ภาคภาษาญี่ปุ่นให้ได้
ทำไมนะ...ชีวิตคนเรามันจะอยู่แบบสบายมั่งไม่ได้หรอ
ทำไม...เราต้องดิ้นรนด้วยนะ
คำตอบที่ผมได้ตอนนี้คือ...ผมไม่ได้เรียนเพราะอยากเรียนอะไรมากมายเลย
ผมอยากได้เงินที่เหมือนเค้าจ้างให้ผมมาเรียน เพื่อที่ผมจะได้ส่งเงินเป็นเงินเก็บให้แม่ต่อไป
ผมเรียนเพราะอยากได้ชีวิตนักศึกษาคืนมา
ผมเรียนเพราะอยากใช้เวลาที่เหลือไปเที่ยวเพื่อเปิดหูเปิดตา
ผมเรียนเพราะผมถูกสังคมบีบบังคับให้ผมต้องดิ้นรนเพื่ออนาคตทางการงาน
แล้วที่เหลือผมเรียนเพื่ออะไรนะ?
31 agosto จะถึงจุดสุดยอดมั้ย?อีกไม่กี่ชั่วโมงครับ
ผมจะมุ่งหน้าไปสู่ยอดฟูจิ
แอบตื่นเต้นนิดๆอ่ะ
คราวที่แล้วไม่ได้ไปกะที่ร้านเพราะมันติดเรียนวิชาอาจารย์ที่ปรึกษา
(ขอยืนยันว่าไม่ได้พยายามเลี่ยง)
แต่แอบดีใจเหมือนกันที่ไม่ได้ไป เพราะวันนั้นฝนตกหนัก
สุดท้ายทุกคนเลย...
ไปไม่ถึงจุดสุดยอด
อารมณ์ค้างกันเป็นแถว
น่าสงสารจริงๆ
ที่จริงกะว่าคงไม่ได้ไปซะแล้วแหละ
ถ้าสอบได้คงไปปีหน้า แต่พอดีเพื่อนที่หอมันมาชวน
ใจนึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอยากไปมากๆ แต่
โคตรขี้เกียจเลยว่ะ
แม่ง รู้ก็รู้ว่าบนนั้นมันไม่มีไร มีแต่หิน ดูไกลๆ สวยซะเปล่า
ชวนกูไปภูกระดึง (หรือดอยหมึง) ยังอยากไปซะกว่า
แต่เหตุผลนึงที่ผมตัดสินใจไปก็คือ
เราได้ไปกะเพื่อนในหอนะ เราจะได้รู้จักไอ้พวกนี้มันมากขึ้น
อีกข้อนึงคือ ผมคิดถึงชีวิตทหารของผมอ่ะ
คิดถึงความลำบากที่ได้ความรู้สึกดีๆ กลับมา
ได้รู้สันดานตัวเองที่ถูกความเหนื่อยความล้างัดมันออกมาแสดงให้รู้ตัว
พูดอีกอย่างคือ ไอ้พวกที่ไปกับผมมันคงรำคาญผมเพราะงานนี้แน่ๆ
พวกมึงซวยซะแล้ว 555 แล้วพวกมึงก็คงจำกูได้จนวันตาย
บอกตามตรงว่ายังไม่ได้ฟิตร่างกายใดๆ ทั้งสิ้น
กะไปเกาะเพื่อนว่างั้น เพราะแต่ละคนดูเป็นที่พึ่งให้กูเป็นสัมภเวสีได้ทั้งนั้น
ไอ้แกเบียลห้องข้างๆ ไอ้นี่ตัวค่อนข้างใหญ่ ดูมีแรง ได้ข่าวว่ามันจะพาแฟนมันไปด้วย เอ... หรือกูจะไปดูแลแฟนมันแทนดีเอ่ย??
โจ ถึกสไตล์คนผิวดำ
มาซัง รายนี้ดูเฉยๆ แต่คุยเก่ง คงชวนกูคุยแก้เซ็งได้ เสียแค่ว่าฟังพี่แกพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง
มาร์ทีน สาวถึก มาดนักกีฬ่า
เคโกะ ไลลี่กะสาวจีนอีกคน ท่าทางแอบอึดกันว่ะ
แล้วก็กู ซึ่งไม่รู้ว่าจะอึดได้แค่ไหน
เพราะตอนเข้าค่าย รด.
ผมไม่ได้ฟิตร่างกายอะไรทั้งสิ้น มันยังรอดเป็นซอมบี้มาได้
แถมตอนสอบเข้า รด. ผมยังสอบสมรรถภาพร่างกายผ่านติดตัวจริง
โดยที่ไม่ได้ฟิตร่างกายซะด้วย
แต่คราวนี้ถ้าตายห่าขึ้นมา ช่วยไปเก็บศพผมด้วยแล้วกัน
แล้วมาลุ้นกันว่าศึกครั้งนี้ของผม
ผมจะถึงจุดสุดยอดหรือไม่!!!
つづく
ปล. งานดูดครั้งล่าสุด โคตรเหนื่อยเลย ราวกับโดนรุมโทรม
คนถอดมาให้ดูดล่ะเยอะเชียว ส่วนคนดูดมีจำนวนเท่าเดิม เพราะเครื่องดูดมีจำนวนจำกัด
กลายเป็นว่าถอดๆ กันมาแล้วก็มายืนไซโค รอให้กูดูด
กูเมื่อยปาก เอ้ย เมื่อยมือนะเว้ย
(ถ้าไม่รู้ว่าดูดอะไรให้หาอ่านได้จากบล็อกเรื่อง "งานพิเศษ" นะครับ) 14 giugno เรียน เครียด ผลาญเงิน
เฮ่ ไอ้กั๊มมันโผล่มาจากหลุมอีกแล้ว ไม่ได้หมายความว่าว่างแล้วนะ แต่เริ่มเซ็ง ขี้เกียจขึ้นทุกวัน หนังสือเลยปลงๆ มั่งแล้ว ทิ้งให้ลูกหลานมาช่วยอ่านต่อแล้วกัน
ขอชีทเรียนเยอะๆ เลยครับ อาจารย์ ผมจะได้เอาไปชั่งขายได้เงินเยอะๆ
ช่วงนี้ผลาญเงินเป็นว่าเล่น อยากได้อะไรซื้อ อยากกินอะไรกิน ซื้อแหลก แทบไม่คิดถึงเงินเลยอ่ะ ปกติยิ่งเป็นคนใช้เงินซื้อของมาบำเรอตัวเองเยอะอยู่แล้ว ยิ่งซื้อใหญ่ วันไหนเครียด ก็ผลาญเงินแก้เครียด พอเรียนเสร็จอารมณ์บูด เพราะโดนอาจารย์บ่น ก็ผลาญเงินแก้เซ็ง วันไหนการบ้านเสร็จ ก็ผลาญเงินฉลอง วันไหนการบ้านไม่เสร็จ เพราะทำไม่ได้ ก็ผลาญเงินแก้กลุ้ม … สรุปว่า ไม่ว่าจะอารมณ์ไหนก็ผลาญเงินได้ทั้งนั้น ล่าสุดยังมีแผนจะซื้อโต๊ะกะเก้าอี้อีกชุดนึง ราคาสามพันกว่าเยน (ก็ไม่แพงนะ) เอามาวางไว้ที่ระเบียงห้อง ไว้นั่งอ่านหนังสือไป ดูวิวไป ผึ่งลมไป จิบน้ำชาไป (แรดจริงๆ) เพราะในห้องร้อนจะตายห่า (อุณหภูมิไม่ถึงสามสิบทำเป็นกระแดะกัน) เรื่องแดดก็ไม่ต้องห่วง ร่มมี ไม้ที่จะเอาไว้ต่อขาร่มก็มี เหลือแค่ว่า ตัวเองยังจะกล้าผลาญเงินอีกสามพันรึเปล่าแค่นั้นเอง นอกจากนี้ ยังมีรายการผลาญเงินอีกแล้วครับท่าน นั่นคือ ของสะสมโดเรมอน ซื้อเข้าไปสิ เอาเข้าไป พอรู้แหล่งล่ะ ก็รู้ที่ผลาญทันที ซื้อจนเจ้าของร้านจะถามแล้วมั้งว่ามึงจะซื้อไปถมที่ดินหรอ??? ตอนนี้ชั้นวางของในห้องชั้นนึงเนี่ย อุทิศให้โดเรมอนไปแล้วเรียบร้อย คาดว่าอีกไม่นานคงต้องอุทิศให้อีกชั้นนึงแน่ๆ ท่าทางคงต้องใช้วิธีช่วยประหยัดวิธีเด็ดที่เคยใช้มาแล้ว อะไรนะหรอ เปลี่ยนคำว่าเยนเป็นบาท ไม่ต้องหารอะไรเลยครับ เปลี่ยนจากคำว่าเยนเป็นคำว่าบาทเท่านั้น ท่านจะหยุดซื้อทุกอย่างโดยทันที ได้ผลมากๆ แต่ถ้ายังไม่ได้ผล ยังใช้เงินฟุ่มเฟือยอีก ก็คงต้องวีธีสุดท้าย คือ เป็นโฮสต์ (อธิบายสำหรับคนที่ไม่รู้ว่าโฮสต์คืออะไรหน่อย โฮสต์เป็นอาชีพตามสถานผับ บาร์ ฯลฯ ไปนั่งรินเหล้า นั่งคุยกับแขก แล้วก็อาจจะ... ก็ว่ากันไปถ้าแขกต้องการ) อ่านแล้วคงสงสัยว่า แล้วหน้าอย่างแกจะเป็นได้หรอ??? ขอโทษครับ เคยเห็นหน้าโฮสต์อันดับ 1 ของชินจุกุมาแล้ว หน้าเหมือนปลาไหลมากๆ อย่างนี้กูก็เป็นได้ แล้วอีกอย่าง กลางคืนไฟสลัวๆ มองไม่รู้หรอก งานแบบนี้เค้าวัดกันที่อย่างอื่น (คงรู้กันอยู่แล้ว) พอดีกว่า เซ็ง
ปล. เกร็ดความรู้เรื่องโดเรมอน หลายคนคงงงว่าทำไมมีโดเรมอนสีแดงกะโดเรมอนสีเหลืองด้วยหรอ??? โดเรมอนสีแดง คือ ของวิเศษของโดเรมอน ชื่อว่า มินิโดรา เอาไว้ซ่อมตัวโดเรมอนเอง ที่จริงตัวเล็กครับ โดเรมอนสีเหลือง คือ โดเรมอนสมัยที่ยังมีหูครับ เพราะที่จริงโดเรมอนตัวสีเหลือง แต่พอโดนหนูกัดหูจนขาดเลยช็อคสุดขีด สีตัวเลยเปลี่ยนเป็นสีฟ้าแทน ฉะนั้น ถ้าเป็นโดเรมอนตัวสีฟ้าแล้วมีหู ก็แสดงว่าไม่ใช้หูจริง เป็นหูปลอมที่เอามาใส่เอง 21 aprile จดหมายลา (กิจ) ไม่ระบุระยะเวลา
กราบเท้าท่านผู้อ่านผู้มีอุปการคุณทุกท่านที่เคารพ ณ ที่แห่งนี้
จดหมายฉบับได้ถูกเขียนขึ้นเพื่อแจ้งให้ผู้อ่านทุกท่านทราบว่า สเปซนี้จะถูกดองไว้ชั่วคราว เนื่องจากมรสุมการเรียนของผู้เขียนในเทอมนี้กระหน่ำหนักยิ่งนัก แม้ผู้เขียนจะเรียนเทอมนี้แค่ 3 วิชา แต่ด้วยความที่ผู้เขียนโง่จัด และยังต้องกระหน่ำอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบเข้า ป. โท ในเดือนตุลาที่จะถึงนี้ จึงขอเรียนให้ผู้อ่านทุกท่านทราบว่า อีกนานกว่าจะได้อัพสเปซนี้อีก (อาจจะอัพรูปถ้าผู้เขียนได้ไปแรดตามที่ต่างๆ เพื่อระบายความเครียด)
รายวิชาในเทอมนี้ที่จะต้องลงเรียนเพื่อชดใช้หนี้กรรมแต่ชาติปางก่อน คือ 1. ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นเบื้องต้น เพื่อรองรับกับความโง่ของผู้เขียนที่อ่านหนังสือไม่รู้เรื่องเลย โดยเฉพาะเรื่องที่มีเบื้องหลังทางประวัติศาสตร์ 2. การเมืองในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตัวนี้ไม่ได้อยากจะเรียนอะไรมากมายเลยครับ แต่เป็นวิชาของอาจารย์ที่ปรึกษาผู้ซึ่งยังกุมชะตาชีวิตของลูกไก่ตัวน้อยๆ ตัวนี้ไว้ว่าให้สอบผ่านเข้า ป. โทหรือไม่ อาจารย์ผู้ซึ่งหวังดีต่อลูกศิษย์คนนี้ก็ได้ให้การบ้านเป็นหนังสือกองนึงมาอ่านเพื่อพัฒนาศักยภาพทางภาษาญี่ปุ่นของข้าพเจ้า (โดยเฉพาะภาษาญี่ปุ่นเชิงรัฐศาสตร์) คาบว่าวันไหนแผ่นดินไหว กองหนังสือดังกล่าวคงจะล้มทับข้าพเจ้าตายซักวันหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีการบ้านประจำสัปดาห์คือ เมลโต้ตอบกับอาจารย์ในประเด็นต่างๆ ที่ตนเองสงสัยอย่างต่ำสัปดาห์ละ 2 คำถาม (เทอมก่อนก็โดน) ไม่ส่งไม่เป็นไร แต่อาจารย์ก็แค่จะถามว่าไปทำอะไรอยู่ เค้าส่งกันมาหมดแล้วนะ แล้วก็จะเอาเมลไปคิดคะแนนเพื่อตัดเกรดด้วย (เป็นการไซโคดีๆ นี่เอง) 3. การเมืองอเมริกาและยุโรป วิชานี้เรียนคนเดียวครับ (นั่งเรียนแล้วตูดร้อนทุกคาบแน่ๆ ) กับอาจารย์ในภาคผู้ซึ่งจะร่วมตัดสินชะตาชีวิตของข้าพเจ้าในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า งานก็โหดมาก อาจารย์สอนข้าพเจ้าด้วยความสมเพชเวทนาเป็นอย่างยิ่งที่ข้าพเจ้ายังไม่สามารถตอบคำถามต่างๆ ที่อ่านจากบทความภาษาอังกฤษ และญี่ปุ่นได้ (คิดดูเหอะ อ่านเป็นอังกฤษแล้วให้ตอบเป็นภาษาญี่ปุ่น กูจะบ้าตาย) พร้อมกันนี้อาจารย์ยังคอยช่วยแก้ไขภาษาญี่ปุ่นอันแปลกประหลาดของข้าพเจ้าทั้งการพูดและการเขียนอีกด้วย อ่านบทความทุกสัปดาห์แล้วสรุปเป็นรายงานให้อาจารย์ ถามตรงไหนต้องตอบให้ได้ทั้งหมด (จบไปข้าพเจ้าคงกลายเป็นเทพแน่นอน)
จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอความร่วมมือช่วยกรุณากรวดน้ำแผ่เมตตาให้ข้าพเจ้าหลุดพ้นจากเวรกรรมนี้แต่โดยเร็ว (เดือนละครั้งก็ยังดี)
หมายเหตุ หากเข้ามาเยี่ยมสเปซข้าพเจ้ารอบหน้าแล้วยังไม่อัพ นั่นสามารถตีความได้ว่า
กัมปนาท ผู้ขออนุมัติการลา 20 marzo ต่อไปนี้ผมจะตั้งใจอ่านหนังสือคร้าบ...กลับมาแล้วครับ ตามคำเรียกร้องของไอ้โน้ตมัน
ตั้งแต่ต้นมีนามาเนี่ย แทบไม่ได้พักเลย เหนื่อยมากขอบอก
===============================================================================================
คนอ่าน : เอ็งทำไรมั่งล่ะไอ้กั๊ม
ไอ้กั๊ม : เที่ยว งานพิเศษ คาราโอเกะ ปาร์ตี้ ฯลฯ
คนอ่าน : ไอ้เวร เค้าให้มึงไปเรียนไม่ใช่หรอ
ไอ้กั๊ม : กูรู้ แต่กูขี้เกียจว่ะ
คนอ่าน : แล้วมึงเที่ยวห่าไรมากมาย
ไอ้กั๊ม : มึงตั้งใจฟังดีๆ นะ แม่งตารางเป็นหางว่าวเลย
วันที่ 1-3 เที่ยวเกียวโตใช่ป่ะ กลับมาก็ไปที่ร้านช่วยงานต่อ แขกจองโต๊ะเยอะ
วันที่ 4 งานที่ร้านทั้งวัน ตามเวรประจำสัปดาห์
วันที่ 5, 7-9 งานที่ร้านอีกแล้ว ไปแทบจะทุกวันเลย เจ๊เจ้าของร้านแกติดธุระ ให้เราไปทำแทน
วันที่ 6 ร้านหยุด ก็หาเรื่องเที่ยวอีก เลยไปสวนสัตว์อุเอะโนะ 上野 ตลาดอะเมโยะโขะ アメ横 นาคาโนะ 中野
วันที่ 10-12 งานร้านมั่ง งานแปลมั่ง แปลหน้าเดียวแม่งล่อใช้เวลา 3 วัน กูจะบ้า
วันที่ 13-15 ไปทริปประจำปีของที่ร้านที่คุซะทสึ จังหวัดกุมมะ 草津 群馬県ไปเล่นสกี (เย่ กูเล่นเป็นมั่งแล้ว เย่ เย่ เย่—ขอเวลาเล่นสกีเยอะกว่านี้ได้มั้ยอ่ะ 4 ชั่วโมงเนี่ย น้อยมากๆ) ร้องคาราโอเกะ เที่ยว เข้าอนเซ็น กิน กินแล้วก็กิน แล้วก็แวะที่คารุยซาว่า 軽井沢
วันที่ 16 เจ๊แกพาไปเที่ยวอีก คราวนี้ไป กินซ่า 銀座 โอไดบะ お台場 รปปงหงิ 六本木 กลับมาที่ร้านงานวันเกิดของสตาฟฟ์อีก
วันที่ 17 ตอนเช้านอนเอาแรง (คนไหนนอนเอาแรงมากกว่าหนึ่งครั้งติดกัน เรียกว่า "นอนเอาแรงๆ" การนอนแบบนั้นจะเหนื่อยกว่านอนเอาแรง เพราะฉะนั้นต้องระวังนะครับ) ตอนกลางคืน นอนเอาแรงๆ ต่อ เอ้ย ไม่ใช่ ปาร์ตี้อำลาของคนที่จะออกจากหอแล้วก็พวกที่กลับประเทศครับ แล้วก็ไปร้องคาราโอเกะต่ออีก ตั้งแต่เที่ยงคืนถึงตีห้า ตอนแรกก็ไม่อยากไปหรอก เพราะตอนเช้ามีงานที่ร้านอีก ทั้งวันเลย แต่พี่เค้าชวนคนชาติอื่นไปด้วย เราก็เลยโอเค เพราะจะได้รู้จักเค้ามากขึ้น มีมองโกล 1 เกาหลี 1 โคลัมเบีย 1 ญี่ปุ่น 1 ไทยอีก 4 ร้องไปร้องมา ไอ้กั๊มก็เริ่มครองไมค์ครับพี่น้อง พอดีไอ้โคลัมเบียมันร้องคู่กับเราได้ทั้งเพลงเก่าสมัย 70-80 ทั้งเพลงของ Linkin Park, Red Hot Chili Peppers แถมแร็พทันด้วยเลยร้องซะติดลม ร้องจน ไทยหลับไป 2 เกาหลีกลับ มองโกลเริ่มเซ็ง นั่งก้มเลือกเพลงแก้แค้นคืนมั่ง เหลือไทยกับญี่ปุ่นอย่างละหนึ่งทนฟังข้าพเจ้าต่อไป
คนอ่าน : หยุดก่อน กูฟังไม่ทัน
ไอ้กั๊ม : เดี๋ยวสิมึง ยังเหลืออีกครึ่งนึง อย่าขัดจังหวะ
วันที่ 18 หลังร้องคาราโอเกะ นอนได้แป็บเดียว แหกขี้ตาไปร้านต่อ ทั้งวัน รอดมาได้ก็บุญ คิดว่าพรุ่งนี้ได้นอนแน่ๆ ตอนเช้า แต่แล้วก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น เจ๊บอกว่าเจ๊ติดธุระ พรุ่งนี้ให้ไปทำงานที่ร้านตอนเช้าด้วย
วันที่ 19 ทำที่ร้านทั้งวันอีกแล้ว เพราะตอนเย็นเป็นเวร (กรรม) ของกูพอดี สรุปว่าทำทั้งวัน
วันที่ 20 ตื่นมาตอนสายๆ เกือบเที่ยง แล้วมาช่วยรุ่นพี่ย้ายหออีก หมดวันไปอีกแล้วครับ ท่านๆ
ตอนนี้งานที่มารอเกยตื้นอยู่ได้แก่
ไปดูซากุระ--ซึ่งยังไม่รู้วันแน่นอน (โตเกียวน่าจะเริ่มบาน 23 นี้)
วันที่ 21 ช่วยย้ายหออีก คราวนี้เล็กๆ น้อยๆ ไม่มีไรมาก
วันที่ 22, 25 ทำงานที่ร้านทั้งวันอีกแล้ว
วันที่ 26 ไปงานดูดข้ามคืนอีก (อ่านรายละเอียดงานดูดของข้าพเจ้าไปในบล็อคข้างล่างนี้แหละ)
วันที่ 27 ดูดเสร็จปุ๊บต้องรีบนั่งรถไปส่งเพื่อนที่นาริตะ 成田ทันที กลับมาร้องคาราโอเกะต่อ
คนอ่าน : มึงจะร้องไรมากมายวะ
ไอ้กั๊ม : เอาเหอะ กูอยากร้องแล้วกัน
คนอ่าน : แล้วเมื่อไหร่มึงจะเปิดเทอม
ไอ้กั๊ม : กูไม่รู้ว่ะ ไม่มีใครรู้เลย
คนอ่าน : เวรจริงๆ แล้วมึงสอบเข้า ป.โท เมื่อไหร่
ไอ้กั๊ม : ตุลานี้
คนอ่าน : เออ เที่ยวขนาดนี้มึงคงสอบผ่านหรอก
ไอ้กั๊ม : ถ้าสอบผ่านกูก็จะเที่ยวแหลกหลังสอบ ถ้ากูสอบไม่ผ่านกูก็จะเที่ยวแหลกเช่นกัน
คนอ่าน : ดีจังเนอะชีวิตมึงเนี่ย
ไอ้กั๊ม : วันก่อนกูยิ่งดีใจกว่านี้อีก เพราะกูได้ข่าวว่ากูถูกตัดออกจากกองมรดกของที่บ้านแล้ว กูดีใจยิ่งกว่าถูกหวยรางวัลที่หนึ่งทุกงวดอีก
เออ กูลืมบอกไปว่ากูยังมีโปรแกรมเที่ยวรายการใหญ่อีก ได้แก่ ปีนฟูจิ 富士山 คันไซ 関西 นิคโค 日光 ฯลฯ นี่ขนาดกูตัดทัวร์นางาซากิ長崎 ออกไปแล้วนะเนี่ย
คนอ่าน : เออ เจริญพร ไอ้ห่า
================================================================================================
จบแล้ว จบแล้วครับ ต่อไปนี้ผมจะตั้งใจอ่านหนังสือ
ปล. วันก่อนโดนตำรวจจับเรื่องจักรยานอีกแล้ว เป็นรอบที่ 3 ไอ้ห่า ว่างมากใช่มั้ย จับอยู่ได้เรื่องจักรยานเนี่ย เจ๊บอกว่าอาจเป็นเพราะหน้าแกเหมือนยากูซ่าก็ได้มั้ง เค้าเลยเรียกอยู่เรื่อย--เอาเข้าไป 24 gennaio งานพิเศษ (คนรับเรื่องลามกไม่ได้ห้ามอ่าน!!!)คำเตือน
กรุณาอ่านตามข้อแนะนำ
รอบที่ 1. อ่านเฉพาะที่ขีดเส้นใต้
รอบที่ 2. อ่านเฉพาะตัวหนังสือสีดำ
รอบที่ 3. อ่านให้หมดทุกคำ
เริ่ม
ได้งานพิเศษมาเพิ่มอีกงานหนึ่ง
ไม่เคยคิดมาก่อนในชีวิตว่าหนุ่มจบปริญญาตรีคนนี้จะต้องมาทำงานที่บางคนมองว่าเป็นงานที่ไม่น่าทำเลย ต้องมาขายความสะอาดบริสุทธิ์ของร่างกายเพื่อแลกกับเงินครั้งละหมื่นเยน
ก่อนทำก็มีคนเป็นห่วงนะว่าจะทำได้หรอ งานกลางคืนแบบนี้ เริ่มตั้งแต่ 3 ทุ่ม เลิกประมาณ 6 โมงเช้า แต่บางคนก็เชียร์นะว่ายังหนุ่มยังแน่น ทำได้สบายอยู่แล้ว ไอ้เราก็นะ ไม่อายหรอก เรื่องแบบนี้มันต้องเคยทำกันทุกคนแหละ ไอ้เรื่องทำความสะอาดเนี่ย ไม่ทำคนเดียวก็ทำกับคนอื่นใช่ป่ะ จะเดี่ยวหรือหมู่ก็ได้ เค้ารับเฉพาะผู้ชายด้วย เรากับพี่หมีก็เลยตกลงรับงานไป
วันแรกที่ไปทำก็ตื่นเต้นนิดๆ นะ กะแล้วว่าต้องใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้น One-piece (ชุดหมี) จริงๆ ด้วย มีถุงมือกันเชื้อโรคเพิ่มแค่นั้นเอง
มาถึงไม่พูดพร่ำทำเพลงกันเลย เค้าให้เรานั่งบนพื้น แล้วก็ให้เราดูด ดูดฝุ่นอย่างเดียวนะ ดูดกันทั้งคืนนั่นแหละอย่างอื่นยังไม่ต้อง เค้าบอกว่าจะสอนให้ทีหลัง แล้วเค้าก็ไปถอดฟิลเตอร์กรองแอร์กัน แล้วให้เราดูด บางทีถอดกันเร้วเร็ว ดูดยังไม่เกลี้ยงเลยมันก็เอามาให้ดูดอีกแล้ว มันบอกว่าไม่ต้องดูดเกลี้ยงก็ได้ เดี๋ยวไม่ทั่วถึง
มีอยู่อันนึงผ่านโลกมามาก มันบอกให้ค่อยๆ ดูด กลัวหักคามือเรา เราก็ค่อยๆ เอามือจับแล้วดูด โอ้ย กว่าจะดูดเสร็จ แทบตาย ของแบบนี้มันเหนื่อยจริงๆ บางอันมีขนาดใหญ่มาก หนักมาก ประมาณฟาดหัวหมาแตกได้ มันก็เอามาให้เราดูด ไม่คิดกันหรอว่าเราเพิ่งครั้งแรกในชีวิตนะ จะไหวมั้ย แต่ก็ดูดกันไปนั่นแหละ ว่างกันไม่ได้เลย ว่างปุ๊บต้องไปช่วยพี่หมีดูดอีก เพราะมันต้องรีบทำเวลา
ดูดไปจนเกือบตี 2 แหละ มันก็ให้พักตั้งแต่ตี 2 ถึงตี 3 ตื่นมาก็ดูดกันต่ออีกจนประมาณตี 5 ก็เลิก
ก็ดีนะงานแบบนี้ อยากจะของานเพิ่มจริงๆ ครั้งละหมื่นเยน ดูดไม่นานก็เสร็จแล้ว ว่าแต่ ชักจะเริ่มติดใจแล้วสิ สนุกด้วย มันส์ด้วย ได้เงินด้วย รับจ้างดูดฟิลเตอร์กรองแอร์ทั่วราชอาณาจักร ดีจังงานแบบนี้
19 dicembre รักเธอเมื่อสายไปยังครับ ไอ้กั๊มยังไม่มีเมียหรือเกือบจะมีเมียที่นี่
ที่จะเขียนนี่แค่คิดถึงสถานีรถไฟ (駅) ที่บ้านแม่แค่นั้นเอง
สถานีที่มีชื่อว่า คุนิตะจิ (国立駅)
สถานีที่เราได้มีโอกาสเห็นเพียงสองสามครั้งก่อนที่มันจะโดนทุบทิ้ง
เพราะโครงการยกระดับทางรถไฟตั้งแต่มิทากะจนถึงทาจิคาว่า (三鷹-立川)
ด้วยความที่ไม่ได้รู้สึกผูกพันอะไรกับมันมาก
เลยไม่ได้ตื่นเต้นรนรานวิ่งหากล้องมาถ่ายเก็บไว้ ไม่แม้แต่จะหยิบมือถือมาถ่าย
ตอนนั้นเห็นคนญี่ปุ่นมันมายืนถ่ายรูปกันเยอะแยะ
ก่อนที่มันจะโดนทุบทิ้งเลยรู้แค่ว่าเค้าผูกพันกะมันแค่นั้น
แต่วันนี้มันไม่มีอีกแล้ว สถานีที่เค้าบอกว่าสวยเป็นที่สองของญี่ปุ่น มันไม่เหมือนเดิมอีก
ขอโทษนะ ที่รักเธอเมื่อสายไป คุนิตะจิ
ปล. ยกระดับคราวเนี่ยพี่กวาดตั้งแต่บ้านแม่ หอผม จนถึงร้านที่ทำงานของผมเลยนะ
ฉะนั้นสถานีใหม่คราวนี้กรุณาทำให้สวยด้วยนะพี่
ปล. 2 ลิงค์ใหม่ข้างๆ เข้าไปดูตึกสวยๆ ได้นะ จัดให้แล้วครับ
01 dicembre เย่ ต่อเน็ตในห้องได้แล้วต่อเน็ตในห้องได้แล้ว คู้ณณณณณณณณณณณณ..............
แทบอยากจะเลี้ยงโต๊ะลิงฉลอง
แม่ง ไม่ว่างทำเรื่องเลย กว่าจะทำเรื่องเสร็จก็ล่อไปเป็นเดือน
แต่พวกคุณๆ ทั้งหลายเนี่ย ก็ไม่ค่อยจะออนเอ็มให้เป็นเกียรติเป็นศรีแก่ชาติบ้านเมืองเลย
ตั้งแต่จบไปทำงานกัน
สัปดาห์นี้ไม่รู้เป็นไร ดวงไม่ถูกกับห้องครัวเลย หุงข้าวก็ไม่ได้เรื่อง กลางเม็ดแข็งแต่ข้าวแฉะ
เนี่ย นั่งกินไปพิมพ์ไปเนี่ย ทิ้งจนข้าวเย็นหมดแล้ว กินไม่ลงว่ะ
แล้วกับข้าวที่ซื้อมาตุนซะเยอะ สัปดาห์นี้ก็แม่ง ไม่ว่างทำเลย ยังดี หมู ไก่ไม่เน่าซะก่อน
..........
เอ หรือเน่าแล้วมันจะอร่อยกว่าหว่า
อยู่มาจะ 2 เดือนแล้ว ชอบมีคำถามว่า มีอะไรประทับใจหรือมีประสบการณ์อะไรสนุกๆ มั่ง
นอกจากเรื่องที่โดนตำรวจจับ 2 รอบนั่นแล้วก็คงตอบอย่างคนชีวิตเคยน้ำเน่าว่า
ทุกวันนี้แหละ มีความสุขเพราะมันไม่ต้องเจอปัญหาเฮ็งซวยนั่นอีก
เป็นไง เน่ามั้ยล่ะ
เรื่องเรียนก็เหมือนเดิม คือ....ก็ยังไม่รู้เรื่องอยู่นั่นแหละ ไอ้หอก
อากาศตอนนี้ก็ยังไม่หนาวมาก ขนตูดยังไม่ลุก แอนบอกให้ซื้อผ้าห่มไฟฟ้ามานอน
แต่เราว่ามันฟังดูให้ความรู้สึกอย่างเก้าอี้ไฟฟ้าไงไม่รู้ เลยไม่กล้าซื้อ กลัวจะถูกย่างเป็นกุมาร
ของเณรแอร์ซะก่อน
วันนี้แถลงการณ์แค่นี้ก่อนแล้วกัน จะไปกินข้าวต่อ
18 ottobre My life in Japan Hey, I'm back. I'm sorry for updating my news too late. I have no time.
Yesterday was my first day for this semester that made me feel dizzy. I joined Sociolingustics class--English--wanna study very much, and Japanese Writing. Japaneses class is ok but English class...(--')7 As you know that Kampanat's listening skill is very bad.
Today I joined political sciences too but I didn't understand anything. You know it's very fucking hard to understand political science in Japanese. But don't be worry, I'll try my best.
Miss u na. See ya. 17 settembre 新しい人生がもうすぐ始まったぞ。อีกไม่กี่วันแล้วนะที่เราจะได้หลุดพ้นจากชีวิตที่เฮงซวยนี้แล้ว อีกไม่กี่วัน
ขอบคุณทุกคนที่เป็นกำลังใจให้เรามาตลอด ขอบคุณอาจารย์ทุกท่าน โดยเฉพาะอาจารย์วันชัย อาจารย์มุระคิ อาจารย์โอตะ อาจารย์นฤมิต อาจารย์เชษฐา ฯลฯ ขอบคุณเพื่อน พี่ น้องทุกคน ทั้งที่ ม. ที่โรงเรียนที่ช่วยเรามาโดยตลอด ทุกคนเลยนะ พูดชื่อไม่หมดอ่ะ ขอบคุณพี่ต่าย พี่เล็ก พี่ส้ม พี่อุ๋ย ฯลฯ สารพัดที่ให้คำแนะนำ ขอบคุณเพื่อนและน้องที่มาช่วยขนของทุกคน ไอ้วิน ไอ้ป๊อป แล้วก็อื่นๆ อีกมากมาย ขอบคุณไอ้ไกด์ ไอ้เบลล์ เจน แอนที่อดทนช่วยไอ้บ้านี่ ขอบคุณมากๆ วิ่งเต้นให้ทุกเรื่องเลยอ่ะ แถมยังยกข้าวของให้เราต่ออีก หม้อไหถ้วยชามเบญจรงค์ทั้งหลายเราจะรักษาด้วยชีพ ขอบคุณพี่ปัท พี่ๆ ที่ PA&CA ทุกคนเลย อุตส่าห์เสียสละเวลางานมาให้คำปรึกษา ขอบคุณพี่ที่ทำงานทุกคน เราไม่อยากทิ้งงานที่นี่ไปเลย งานที่ดีที่สุดสำหรับเรา ขอบคุณพี่นิรนามที่ j-ed ที่ให้คำแนะนำดีๆ ทั้งที่ไม่ใช่งานของพี่เลย พี่ที่สถานกงสุลคนที่ให้คำตอบดีๆ สำหรับเรา ขอให้พวกพี่เจริญในหน้าที่การงานนะครับ (ยกเว้นไอ้เจ้าหน้าที่สำนักข่าวสารคนนึงที่มาพูดด้วยการไร้ด้วยสำนึกของการบริการ หัดสำนึกถึงมารยาทบ้างก็ดีนะพี่ ขอให้ชีวิตนี้พี่เจอแต่คนแบบพี่แล้วกันนะ พวกพูดจาดีๆ ไม่เป็นเนี่ย) ขอบคุณมิตรรักแฟนเพลงที่อุดหนุนผลงานข้าพเจ้ามาโดยตลอด ไม่ซื้อเทปผีซีดีปลอม—ตูเป็นนักร้องหรอวะ
ขอบคุณอีกครั้ง ขอบคุณจริงๆ ครับ
ปล. หลังจากนี้ไปเราไม่รู้ว่าจะว่างติดต่อกับทุกคนรึเปล่านะ งานวิจัยหนักโคตรๆ ปล. 2 ถ้าไม่ว่างไม่ต้องไปส่งที่สนามบินนะ ไม่ต้องถ่อมาหรอก เอาเวลาไปทำมาหากินเหอะ เราไม่ได้จากไปไหนนี่นา แต่ถ้าอยากมาก็มา เช้านะ จะตื่นกันหรอ
For more information, please press 9. 10 giugno บันทึกลูกผู้ชาย II
เอาล่ะ ตามสัญญาว่าเราจะเขียนถึงเรื่องเข้าค่าย รด. ปี 5 ต่อ ปีนี้เราเข้าเป็นผลัดแรกเลย เริ่มเลยแล้วกัน แต่บอกไว้ก่อนว่าปีนี้ไม่มีไรมากเท่าปีก่อนว่ะ วันที่ 1 ลงรถปุ๊บก็เข้ากองพันเลย รู้สึกว่าปีนี้มี 3 กองร้อย มากันทั่วทิศทั่วไทย กองร้อยนึงมาจากเหนือ เด็กเชียงใหม่ทั้งนั้น อีกกองร้อยนึงมาจากกรุงเทพฯ ไม่แน่ใจว่ามีกองร้อยจากใต้ด้วยรึเปล่า แต่ที่แน่ๆ เรากับไอ้เต้เนี่ยไม่ได้อยู่กองร้อยกรุงเทพฯ นะ ปีนี้รู้สึกว่ารถจะมาเร็วเกิน เลยขึ้นรถไม่ทัน (อ๊ะอ๊ะ ตูไม่ผิดนะเว้ย รถมันมาเร็วเกินเอง) กลายเป็นว่าเราต้องมาฟังคนในกองร้อยอู้กำเมืองกัน กูฟังไม่รู้เรื่องเว้ย มีอยู่ทีนึง เค้าสั่งนับทั้งแถว ก็นับกันมาเรื่อยๆ จนถึงตูแหละ ไอ้คนข้างหน้าเสือกนับเป็นคำเมือง มันนับว่า “ซาว!!?” แล้วกูจะนับอะไรเนี่ย? ต่อมาก็กินข้าวครับ ไม่มีไรเช่นกัน ไม่ได้ให้คลุกดินกินหญ้าเหมือนปีก่อน จากนั้นก็จัดหมวดหมู่ ปีนี้เราอยู่หมวด 3 ร้อย 2 เป็นพลยิงผู้ช่วยปืนกล (หน้าที่ไม่หนักมาก ถือกล่องใส่กระสุนอย่างเดียวแล้ววิ่งตามปืนกล อิอิ) จัดหมวดหมู่เรียบร้อยก็ฝึกการยิงปืนกล ตามด้วยฝึกการใช้วิทยุ ANPRC 77 (ตูลืมไปหมดแล้วอ่ะว่ามันเป็นไง) สุดท้ายจบที่การแนะนำเรื่องทั่วไป แล้วก็นอน..................เห็นมะ ปีนี้ไม่มีไรมากเลย คิดๆ ดูแล้ว ปี 4 มันส์กว่าเยอะ วันที่ 2 เช้ามาก็เริ่มที่การใช้เครื่องยิงลูกระเบิด ทำแนวระเบิดอะไรประมาณเนี่ย ผลัดแรกมันยังต้องทำเองหมด ไหนจะตอกไม้ทำแนว พันลวด ฯลฯ เรียบร้อยก็พัก ต่อมาก็เป็นเรื่องระเบิดและทุ่นระเบิด เค้าก็ฝังระเบิดแล้วจุดให้ดู มันเริ่มโชว์ของดีมั่งแล้ว แต่จะดีขึ้นถ้าหลังจากจุดชนวนใช้เวลาไม่เกิน 30 วิถึงระเบิด เพราะถ้าเกินกว่านั้นระเบิดก็อาจจะด้าน พวกตูเลยต้องลุ้นว่ามันจะด้านรึเปล่า ตอนค่ำก็ฝึกการเข้าตีกลางคืน ตอนนั่งแถวรอเข้าฝึกไอ้พวกเชียงใหม่มันก็เล่นพิเรนธ์ เพื่อนคุยๆ อยู่ก็มีไอ้บ้าคนนึงจุ๊ปากให้เพื่อนเงียบ แล้วมันก็บอกให้ฟังดีๆ พูดเสร็จมันก็ตดออกมาให้เพื่อนมันฟัง เที่ยวเดียวไม่พอ มันทำอีก 2 เที่ยว ไอ้ห่า!! แล้วเรื่องมีพวกมันคุยกันก็มีแต่เรื่องผู้หญิง อีนี่น่า.... อีนั่นแม่งน่า... ตามประสาพวกนักเรียนเทคนิค (เห็นมีหลงเรียนวิทยาลัยศิลป์คนนึง ว่างๆ มันก็จะชอบรำโขนให้ดู ไม่ก็ร้องเพลงฉ่อย เพลงอีแซวอะไรของมันให้ฟัง) วันที่ 3 เริ่มที่การจัดรูปขบวน ลืมแล้วเช่นกันว่ามีไรมั่ง ต่อมาก็เข้ายิงปืนฉับพลันในป่า แล้วตูก็ทำไรผิดไม่รู้จำไม่ได้ เลยโดนทำโทษให้เอารังมดแดงไปเคาะหัว ยังดีมดไม่เยอะ เพราะตูเคาะเบาๆ ใครจะโง่เคาะแรงวะ ตอนเข้าไปยิงฉับพลันในป่ายังไม่เท่าไหร่ แต่ตอนลงกลับนี่ดิ ตูงงทางว่ะ โชคดีที่กูไม่หลงร้องไห้กลางป่า (- -‘) หลังจากนั้นก็พักผ่อนยาวครับ ตอนบ่ายก็เรียนการปรับการยิง ค81 เป็นเครื่องยิงลูกระเบิดที่ต้องหยอดลูกระเบิดทางปากกระบอก หย่อนลงปุ๊บก็รอเสี้ยววิมันก็จะพุ่งออกไปเอา มึงไม่เอาหัวหลบก็โดนหัวมึง...ตาย!!! ตอนตูหยอดตูก็กลัว กูเป็นไรแล้วแม่กูจะอยู่กับใครเนี่ย ตอนค่ำก็ฝึกยิงปืนเวลากลางคืน วันที่ 4 วันที่ทุกคนอยากให้มาถึงมากที่สุด เพราะตลอดเช้าจะเป็นการชมการสาธิตการตรวจสภาพความพร้อมรบ เค้าก็จะให้พวกทหารเกณฑ์มันมาแสดงการซ้อมรบให้ดู มีระเบิดควัน มีการจุดไฟเป็นแนวเพลิง มีการยิงปืนกล ฯลฯ แสดงเพียบ มีเปิด Soundtrack Pearl Harbor ประกอบซะด้วย แสดงเสร็จก็ให้พวกเราลงไปชมอาวุธ แผนที่ แล้วก็สารพัดของที่มันจะขนมาโชว์ หลังจากนั้นก็เรียนเรื่องการใช้เครื่องหาพิกัดด้วยสัญญาณดาวเทียมระบบ GPS (Global Position System) หรูซะ กองทัพใช่ย่อยแฮะ ตอนบ่ายก็เป็นเรื่องการฝึกการเข้าตี ทำไรมั่งจำไม่ได้แล้ว แต่ที่แน่ๆ ตอนหลังมันมีให้เล่น Paint Ball ด้วย แต่ตูขี้เกียจว่ะ กลางคืนก็ฝึกเรื่องการเคลื่อนที่ในเวลากลางคืน มีการจุดพลุส่องแสงโชว์ด้วย ปีนี้มันขนมาโชว์เพียบ วันที่ 5 เช้าตรวจสภาพความพร้อมรบ ทำไรมั่งหว่า (- -‘) ต่อมาก็ตั้งรับเวลากลางวัน ไม่ได้ฝึกไรเลยนอกจากขุดหลุมตั้งรับ ก็มันเป็นผลัดแรกนี่หว่าเลยต้องทำทุกอย่าง ตอนบ่ายขึ้นเขาแหลมไปฝึกการยิงปืนกล M60 แต่ แต่ แต่ เดินกันหลงทางครับ เอาล่ะสิ มีเรื่องมันส์มั่งแล้ว เดินหลงกันเพียบเพราะแถวมันขาด เลยต้องหยุดรอครูฝึกขึ้นมา ระหว่างนั้นก็ลือกันใหญ่ เห็นบอกว่าไอ้ผู้พันคนนึงมันไปสั่งตัดต้นไม้ใหญ่ตอนที่เค้ามาเตรียมที่เตรียมทางก่อนเข้าค่ายวันแรก เค้าบอกว่า รด. ที่อาสามาช่วยเตรียมงานก่อนก็ไปตัด หลังจากนั้นเงาหัวหายกันเลยครับ ต้องพาไปรดน้ำมนต์ที่วัดกัน พอมีคนไปจุดธูปของขมา ขอให้ไอ้คนที่เดินหลงทางหาทางเจอ ไอ้ที่เราเดินหลงทางกันอยู่ก็เจอทางซะงั้น (อันเนี่ยจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่นะครับ ที่เล่ามาเนี่ยบางส่วนมันก็ลืมไปแล้ว บางส่วนมันก็จำได้คับคล้ายคับครา) ตอนเจอถนนที่จะพาไปที่ซ้อมยิงเนี่ยไอ้ครูฝึกว่าก็ด่าพวกตูอีก เลยทำโทษซะงั้นล่ะ ฝึกเสร็จก็กลับที่พัก คืนนี้ได้พักกลางป่ากลางแจ้งเลยครับ นอนดูดาวกัน ไอ้ข้างๆ ก็แหกปากร้องเพลงเข้าไป แต่ที่แน่ๆ ตอนที่หลงทางกันเนี่ย ไอ้ครูฝึกที่นั่งเฝ้าฐานที่เนี่ยกับบางคนที่เดินขึ้นไม่ไหวก็เจอของดีเหมือนกัน แต่จำไม่ได้แล้วแหละว่ามีไร วันที่ 6 เริ่มต้นวันรองสุดท้ายด้วยการฝึกตั้งรับ ก็ไม่มีไร มีแค่ไปทำเพิงกำบัง เสร็จก็นั่งพักรอเข้าตีเรียบร้อยก็พักผ่อนยาวอีก ตอนค่ำเรียนการร่นถอยในเวลากลางคืนก็ไม่มีไรเช่นกัน แค่เดินกลับกองพันแค่นั้นเอง ดูเหมือนไม่มีไร แต่เดินกันลิ้นห้อย บางคนแทบจะต้องให้เพื่อนลากกลับ วันที่ 7 วันสุดท้ายแล้วครับ ไม่มีไรเลย เอาเครื่องสนามคืน ฟังสรุปผลการฝึกแล้วก็วิ่งไล่ถ่ายรูปกัน ไอ้ที่เรียนวิทยาลัยศิลป์ก็โชว์โขนให้ดูอีก เอาเข้าไป จากนั้นก็กลับครับ จบกันที เทียบๆ แล้วปีนี้มันสบายมากแต่ไม่มันส์เลยอ่ะ ปี 4 สนุกกว่าเยอะ และบรรยากาศตอนเลิกมันก็ต่างกันชัดเจน ปีนี้ฝึกจบก็จบกัน ไม่มีความรู้สึกผูกพันกันมากเพราะมันไม่ได้ผ่านความยากลำบากด้วยกันมา ตอนปี 4 น้ำตาปริ่มกันเป็นแถว
จบเรียบร้อย เราไม่รู้เป็นไง อะไรดลใจให้ชีวิตเราพลิกผันมาเดินทางนี้ก็ไม่รู้ ตั้งแต่ตอนขึ้น ม. 4 แล้ว ไม่อยากจะเรียนเลย ยังหาเรื่องไปเอ็กซ์เรย์ตีนเพราะเอ็นเรามันผิดปกติ จะได้ไม่ต้องเกณฑ์ทหาร หรือเรียน รด. แต่มาจนวันที่เราตัดสินใจไปเรียนปี 4 ต่อพร้อมกับไอ้เต้ เราว่าเราไม่คิดผิดเลย มันสอนอะไรเราหลายอย่าง—ถึงตอนฝึกเราจะจำอะไรไม่ได้มากก็เหอะ สิ่งที่เราได้มันไม่ใช่วิชาการในห้องเรียน แต่มันสอนให้เรารู้จักรสชาติของคำว่า “ชีวิต” 04 giugno ลีลาศอันที่จริงแล้วจังหวะลีลาศที่ได้มาตรฐานจะมีทั้งสิ้น 10 จังหวะ เป็นประเภทบอลรูมกับลาตินอย่างละ 5 จังหวะ ส่วนจังหวะนอกเหนือจากนี้แล้วแม้จะเป็นที่รู้จักกันแต่ก็ไม่ได้เป็นจังหวะมาตรฐานในการแข่งขัน ความแตกต่างระหว่างจังหวะประเภทบอลรูมกับลาตินที่เด่นชัดที่สุด คือ การจับคู่ จังหวะประเภทบอลรูมคู่เต้นทั้งสองคนจะปล่อยมือข้างใดข้างหนึ่งออกจากกันไม่ได้ ดังนั้นการหมุนรอดใต้แขน (Under Arm Turn) ฯลฯ จึงจะไม่พบในการเต้นบอลรูม (ถ้าเป็นบอลรูมสมัยเก่าจะทำได้) ในขณะที่ลาติน ทั้งคู่สามารถปล่อยมือข้างนึงหรือทั้งสองข้างออกจากกันได้ ที่ไม่เอาลักษณะของเพลงมาแบ่งว่าเพลงช้าเป็นบอลรูม เพลงเร็วเป็นลาตินอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจก็เพราะว่า Quickstep เป็นจังหวะเร็วแต่กลับเป็นจังหวะประเภทบอลรูม ส่วน Cuban Rumba เป็นจังหวะช้า แต่กลับเป็นจังหวะประเภทลาติน นอกจากนี้จุดเด่นของทั้งสองจังหวะก็ต่างกัน บอลรูมจะเน้นการเต้นที่สง่างามไม่ก็ดูน่าเกรงขาม ในขณะที่ลาตินจะเน้นความพริ้วไหวของร่างกายในส่วนต่างๆ จังหวะลาตินทั้ง 5 จังหวะ คือ Cha cha (cha), Jive, Paso Doble, Samba และ Cuban Rumba Cha cha (cha) เป็นจังหวะที่เป็นที่รู้จักทั่วโลกเนื่องจากเป็นจังหวะที่จับจังหวะได้ง่าย ท่าทางการเต้น (Figure) ต่างๆ ก็มีลักษณะที่คล้ายกับ Beguine และ Cuban Rumba ฯลฯ ทำให้ง่ายต่อการเริ่มเต้น จังหวะ 1 บาร์ จะมี 5 บีท การเต้นในจังหวะนี้จะเน้นบุคลิกที่ร่าเริง สนุกสนานและท่าทีที่น่ารักของผู้เต้น เป็นจังหวะที่จะไม่ใช้พื้นที่วนรอบฟลอร์มากนักหากไม่ใช่การเต้นในการแข่งขัน Jive เป็นจังหวะที่พัฒนามาจากจังหวะ Rock เป็นจังหวะที่เต้นแล้วเหนื่อยที่สุดเพราะจะเน้นที่ความมันส์ของการออกท่าทาง มีการเตะ ดีดสะบัด เป็นจังหวะที่ผู้แข่งขันจะงัดทุกอย่างออกมาประชันกัน (ที่งัดเนี่ย คือทักษะการเต้น ลูกเล่นของ Figure นะ ไม่ใช่งัดอย่างอื่นมาประชันกัน) ใน 1 บาร์จะมี 2 บีทเท่านั้น จังหวะการนับเป็นแบบเดียวกับจังหวะ Slow Foxtrot และ Quickstep แต่ต่างกันที่ลักษณะของดนตรีและ BPM (Bar per Minute) หรือความเร็วของจังหวะ โดย Quickstep จะเร็วที่สุดและ Slow Foxtrot จะช้าที่สุด Paso Doble (อ่านตามหลักภาษาสเปนว่า ปาโซ โดเบล้) เป็นจังหวะที่มีเอกลักษณ์มากที่สุดจังหวะหนึ่ง หลายๆ คนคงจะคุ้นหูกับเพลงที่ใช้ในกีฬาล่อวัวกระทิงของชาวสเปน นั่นแหละครับจังหวะ Paso Doble จังหวะนี้หาชมได้แค่ในการแข่งเท่านั้น ไม่สามารถพบได้ทั่วไปตามงานลีลาศ เพราะคงไม่มีเพลงของสุนทราภรณ์หรือเพลงของนักร้องคนไหนที่จะเอาจังหวะนี้มาใช้เป็นแน่ จังหวะนี้จะเปรียบว่าผู้ชายคือมาธาดอร์ ส่วนผู้หญิงคือผ้าที่ใช้ล่อวัวกระทิง (คนดูเป็นวัวรึเปล่าไม่ทราบได้) จากการกำหนดบทบาทดังกล่าว ผู้ชายจึงเป็นจุดเด่นของการเต้น ต้องดูห้าวหาญ เวลาเต้นจะมีสีหน้าที่ดุดันเคร่งเครียด (ถ้าเต้นไปยิ้มไปกระทิงคงไม่กลัวแน่) ส่วนผู้หญิงก็จะเน้นที่ความอ่อนช้อยของลำตัว เต้นอย่างไรจึงจะให้ดูเป็นผ้าที่เคลื่อนไหวตามการควบคุมของผู้ชาย ใน 1 บาร์จะมี 8 บีท โดยบีทแรกจะเป็นบีทที่ดนตรีหนักที่สุด ในหนึ่งเพลงจะมีการเร่งดนตรีให้หนักขึ้นและหยุดประมาณเสี้ยววินาที 3 ช่วง คือ ระหว่างเพลง 2 และตอนจบเพลงอีก 1 (ในการแข่งปกติจะใช้แค่ 2 ช่วง) ในช่วงหยุดนี้เองที่เรียกว่า Hilight ซึ่งจะเป็นช่วงที่ผู้เต้นจะต้องหยุดแอ็คท่าที่สวยที่สุดให้ลงกับการหยุดของเพลง หากเพลงหยุดแต่ยังมีการเคลื่อนไหวต่อก็จะถือว่าเต้นไม่ลงช่วง Hilight จะโดนตัดคะแนน Samba ในการเต้น Samba ของลีลาศกับ Samba ของบราซิลนั้นจะแตกต่างกัน การเคลื่อนไหวของจังหวะนี้จะเน้นที่การเหยียดตึงของเข่าและข้อเท้าสลับการการย่นย่อตามจังหวะ การเต้นจะวนรอบฟลอร์ครบทุกด้านเพราะ Figure ของ Samba เป็นลักษณะการเดินแบบพาเหรดที่จะบังคับให้ต้องเดินในลักษณะดังกล่าว จังหวะนี้จะเน้นที่ความร่าเริง และมี Figure หลายตัวที่มีเอกลักษณะเฉพาะตัว ทำให้ Samba ไม่ค่อยมีการเรียนการสอนในหลักสูตรตามโรงเรียนเพราะสอนได้ลำบาก ใน 1 บาร์จะมี 3 บีท เวลาเต้นมักจะนับ 4 บาร์รวมกันเป็น 1 ชุด (อันนี้ไม่รู้ว่าเรียกตามศัพท์ลีลาศว่าอะไร) Cuban Rumba หรือ Queen of Dance เป็นจังหวะที่เนิบช้า เน้นการพริ้วไหวของลำตัวมากที่สุดจังหวะหนึ่ง หลายๆ คนมักจะคิดว่าเป็นจังหวะเดียวกับ Rumba (รุมบ้า) อย่างเพลงริมฝั่งน้ำซึ่งเป็นจังหวะ American Rumba ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว ทั้ง 2 จังหวะนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง การเต้นของจังหวะนี้เป็นเสมือนการแสดงความรักกันระหว่างฝ่ายหญิงกับฝ่ายชาย ท่าทางในการเต้นจึงดูอ่อนช้อยมากกว่าจังหวะอื่นๆ (ผู้ชายจะดูเป็นเกย์ก็จังหวะนี้แหละ) ต่อมา จังหวะประเภทบอลรูม (ไม่ค่อยถนัดอ่ะ จังหวะพวกเนี่ย) Waltz เป็นจังหวะที่...ไรหว่า...ข้าพเจ้าเกลียดที่สุด เต้นแล้วโคตรง่วงเลย Viennese Waltz จะเร็วกว่า Waltz นะ บางคนก็เรียกว่า Quick Waltz เหมือนกัน—ไม่ชอบเช่นกัน ขอผ่านนะ Tango เป็นจังหวะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดนตรีที่ฟังดูสง่างามและน่าเกรงขามทำให้การเต้นในจังหวะนี้ผู้เต้นต้องวางตัวให้ดูหยิ่งยโส ดูเป็นราชสีห์บนฟลอร์ สีหน้าของผู้เต้นจึงไม่ปรากฏรอยยิ้มให้เห็น การเต้นจะมีการกระแทกกระทั้นเป็นช่วงๆ ตามช่วงบาร์ของจังหวะ มีการสะบัดและการเคลื่อนไหวที่เฉียบขาด รวมถึงการเคลื่อนไหวที่ฉับพลันสลับกับการหยุดนิ่ง Slow Foxtrot เป็นจังหวะที่ฟังแล้วรู้สึกได้ถึงความเบา ฟังแล้วตัวลอยๆ ไงไม่รู้ เหมาะแก่การฟังแก้เครียดมาก 1 บาร์จะมี 2 บีทเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นก็ผ่านเช่นกัน ไม่สันทัด Quickstep จังหวะที่มีดนตรีสนุกที่สุดในประเภทลาติน ไม่ชวนง่วงเหมือนอย่าง Waltz ใน 1 บาร์มี 2 บีทเช่นกันกับ Jive และ Slow Foxtrot การเต้นจะมีเอกลักษณ์ตรงการวิ่ง กระโดด การก้าวของขา ด้วยลักษณะของการเต้นดังกล่าวทำให้เสี่ยงต่อการชนในระหว่างการเต้นกับคู่อื่นๆ เป็นอย่างมาก (ดูอย่างในเรื่อง Shall We Dance) ส่วนจังหวะที่ไม่มาตรฐานอื่นๆ ก็เช่น Beguine, American Rumba, ตะลุง, รำวง, Off-beat, Guarracha, Swing, Soul, Salsa, Mambo ฯลฯ จังหวะเหล่านี้จะไม่มีการพบในการแข่งลีลาศแต่อย่างใด 08 marzo การพบกันเป็นจุดเริ่มต้นของการจากจบแล้วอ่ะ ทำไมอักษรมันไม่เปิดหลักสูตร 6 ปีวะ
จะได้เรียนกันนานๆ หน่อย
แต่อย่างว่าแหละ ตอนนี้สารนิพนธ์เราเสร็จเรียบร้อยแล้วนะ
ติดตามอ่านตัวอย่างสารนิพนธ์เน่าๆ ได้ที่หอสมุด
ส่วนเรื่องเฟรนด์ชิปที่เอามาให้เราเขียน
คงต้องตอนรับปริญญานะ
โทษที ตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยว่างเลย 12 dicembre ก็มันไม่ว่างหลังจากที่ไม่ได้อัพมานานก็ขออัพส่งท้ายก่อนที่จะไม่ได้อัพอีกนานเช่นกัน
เทอมนี้ก็บอกไปแล้วว่าต้องทำสารนิพนธ์ หึหึ
สรุปลงเอยที่หัวข้อ "นโยบายต่างประเทศของญี่ปุ่นที่มีต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลังสมัยสงครามเย็น : เน้นเศรษฐกิจ การเมืองและการทหาร"
วิชา violence and nonviolence in politics รายงานใหญ่จ่อคอหอยอีก 3 ชิ้น
ซึ่ง ณ ขณะนี้ ข้าพเจ้าและพวกพ้องในกลุ่มยังมิได้รับเอกสารที่ใช้ในการทำรายงานเลยสักแผ่นเดียว
ทั้งที่เวลามันผ่านไปล่อ 2 อาทิตย์แล้ว ไม่ทราบว่าเอาชีทไปซีร็อกซ์หรือเอาไปทำห่าอะไรกันแน่
ส่วนวิชาเอกก็แม่ง ไม่ใช่แค่เรียนแล้วเข้าใจเหมือนเทอมก่อนๆ
แต่เทอมนี้มันต้องใช้ทักษะ ใช้ 敬語 ใช้ความคล่องในการพูด--ซึ่งไม่ค่อยมีทั้งนั้น
แถมยังมีรายงาน short stories จ่อคิวอีก 3 ชิ้น
ฉะนั้น เทอมนี้ ทุกคน ห้ามรบกวนเราด้วยเรื่องไร้สาระเด็ดขาด
รวมทั้งเรื่องโทรศัพท์ด้วย
ถ้าโทรมาปรึกษาเรื่องเรียนแป็บๆ หรือเรื่องธุระสำคัญก็ได้ ไม่ว่ากัน แต่ห้ามชวนคุยนาน โอเค? |
|
|